รองนายกฯ ลงพื้นที่ปาย ย้ำไม่มีการยึดครองพื้นที่ของนักท่องเที่ยวอิสราเอล
วันที่โพสต์: 26 กุมภาพันธ์ 2568 13:10:16 การดู 0 ครั้ง ผู้โพสต์ baikhao
มท.1 ลงพื้นที่ปาย ยืนยันนักท่องเที่ยวอิสราเอลไม่ยึดครองพื้นที่ พร้อมรับฟังความกังวลประชาชน
แม่ฮ่องสอน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการยึดครองพื้นที่ และหลายประเด็นที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้นเกินจริง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุม อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย, นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง นักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่
นายอนุทิน เปิดเผยว่า อำเภอปายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ความคึกคักที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่ความกังวลของชาวบ้านเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม กระทรวงมหาดไทยจึงให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและเคารพกฎหมายของผู้ที่เดินทางเข้ามาเยือน
“นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ต้องไม่มีพฤติกรรมคุกคามชาวบ้าน ไม่มีขาใหญ่ ไม่มีนักเลง ไม่มีมาเฟีย และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวต้องใช้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่อยู่แบบพึ่งพาคนท้องถิ่น” นายอนุทิน กล่าว
จากรายงานที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เข้ามาพำนักในอำเภอปาย นายอนุทินระบุว่า จากข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการแทรกซึมหรือพยายามตั้งชุมชนถาวรโดยผิดกฎหมายแต่อย่างใด
“บางคนอาจพักอาศัยระยะยาวกว่าปกติ แต่ทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและเคารพกฎหมายไทย ที่สำคัญ ชุมชนในพื้นที่ก็ยังดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข” นายอนุทินกล่าว
ขณะที่นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลประมาณ 20 ครอบครัวที่แต่งงานกับคนไทยและใช้ชีวิตอยู่ในปาย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ พร้อมย้ำว่า “ชาบาด” ไม่ใช่ศาสนสถานหรือศูนย์กลางของการรวมตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของพื้นที่ แต่เป็นสถานที่ที่ให้บริการศาสนากับนักท่องเที่ยวเท่านั้น
นางออร์นา ซากิฟ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนสถานการณ์โควิด-19 มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางมาประเทศไทยปีละ 200,000 คน และเพิ่มเป็น 300,000 คนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรอิสราเอลทั้งประเทศ ซึ่งมีเพียง 10 ล้านคน โดยประเทศไทยได้รับความนิยมในหมู่ชาวอิสราเอลเนื่องจากมีความปลอดภัยสูงและประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
“จากการสอบถามนักท่องเที่ยวอิสราเอล ส่วนใหญ่เลือกมาเที่ยวเมืองไทยเพราะรู้สึกปลอดภัย ได้รับการต้อนรับที่ดี และอยากให้สังคมไทยเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยทางสถานทูตก็พยายามให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวเพื่อให้พวกเขาปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้อย่างเหมาะสม” นางออร์นา กล่าว
ภายหลังการประชุม นายอนุทิน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ช่วยสอดส่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที
“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ไม่สร้างความเดือดร้อน และชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง” นายอนุทิน กล่าวปิดท้าย
แท็ก: นักท่องเที่ยว อิสราเอล ไทย