หลังจากที่ Samsung เพิ่งประกาศกำหนดวันงาน Galaxy Events ไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์เรือธงฝั่งแท็บเล็ตก็มาต่อเนื่อง เมื่อมีภาพโปรโมชันและเรนเดอร์ของ Galaxy Tab S11 Ultra หลุดออกมาแบบครบชุด เผยให้เห็นทั้งดีไซน์เครื่อง, สีตัวเลือกใหม่ และรายละเอียดฟีเจอร์ที่น่าจับตา ก่อนจะถึงวันเปิดตัวจริงวันที่ 4 กันยายน 2025
ดีไซน์และสีสัน
จากภาพที่หลุดออกมา Galaxy Tab S11 Ultra จะมีให้เลือกอย่างน้อย 2 สี คือ Gray (เทา) และ Silver (เงิน) ซึ่งแม้ยังไม่ยืนยันชื่อทางการ แต่เชื่อว่าจะสอดคล้องกับแนวทางการตั้งชื่อสีของ Samsung รุ่นก่อน ๆ
ตัวเครื่องยังคงเน้นความบางเฉียบ แต่สิ่งที่ต่างจากซีรีส์ Tab S10 คือ รอยบากทรงหยดน้ำ (Waterdrop notch) สำหรับกล้องหน้า ขณะที่กล้องหลัง 2 ตัวถูกจัดวางในโมดูลวงกลม ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความโดดเด่นและความหรูหรามากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีภาพโปรโมตเคสคีย์บอร์ดและอุปกรณ์เสริมอย่าง S Pen ที่จะมากับฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานและการจดบันทึกได้หลากหลายยิ่งขึ้น





ไฮไลท์ฟีเจอร์และหน้าจอ
ภาพเรนเดอร์ยังเปิดเผยถึงหน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ใช้พาเนล Dynamic AMOLED 2X ที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสันสดใสและคอนทราสต์สูง
ความสว่างมาตรฐานสูงสุด 1,000 nits
ความสว่างสูงสุดในโหมด HDR ถึง 1,600 nits
รองรับอัตรารีเฟรชเรต 120Hz เพื่อความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมและการเลื่อนหน้าจอ
ประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด
ด้านชิปประมวลผล Samsung เลือกใช้ Dimensity 9400+ ซึ่งถูกระบุว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า Galaxy Tab S10 Ultra อย่างเห็นได้ชัด:
CPU เร็วขึ้น 24%
GPU ทำงานดีขึ้น 27%
NPU หรือชิป AI ประมวลผลเร็วขึ้น 33%
พร้อมหน่วยความจำให้เลือกทั้ง 12GB และ 16GB RAM จับคู่กับสตอเรจสูงสุด 1TB เหมาะทั้งสายงานมืออาชีพและผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตสำหรับความบันเทิงระดับสูง
กล้องและมัลติมีเดีย
Galaxy Tab S11 Ultra จะมาพร้อมชุดกล้องที่น่าสนใจ
กล้องหลัก 13MP
กล้องอัลตราไวด์ 8MP
กล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ 12MP รองรับการประชุมวิดีโอและการเซลฟีในมุมกว้าง
ระบบเสียงจัดเต็มด้วยลำโพงสเตอรีโอ 4 ตัว ให้คุณภาพเสียงรอบทิศทาง
การเชื่อมต่อและความทนทาน
รองรับ Wi-Fi 7 มาตรฐานล่าสุดสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 11,600mAh รองรับชาร์จไว 45W
กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68
ทำงานบน One UI 8 (Android 16)
ความบางเฉียบเพียง 5.1 มม.
ที่มา: Android Headlines